ทำความเข้าใจต่อกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์

0
content6

ทำความเข้าใจต่อกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development)

ยุคปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านซอฟต์แวร์ทั่วโลกสามารถทำรายได้สูงกว่า 500 พันล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะในปี 2564 ที่รายได้พุ่งสูงขึ้น เนื่องมาจากการใช้งานด้าน IT ของผู้คนทั่วโลกมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development) จึงมีความสำคัญต่อผู้คนทั่วโลกมากขึ้น การใช้ซอฟต์แวร์ไม่ใช่เพียงแค่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่กระจายไปสู่อุตสาหกรรมชั้นนำของโลกและเติบโตไปสู่ผู้ใช้งานทุกภาคส่วน ดังนั้นการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์จึงพุ่งสูง จุดนี้เองจึงทำให้ต้องเกิดกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพื่อทำให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปัจจุบันธุรกิจรับพัฒนาซอฟต์แวร์มีอัตราเติบโตและเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน ๆ ทั้งในรูปแบบบริษัทหรือที่เรารู้จักกันในนามซอฟต์แวร์เฮ้าส์ (Software House) และในรูปแบบบุคคลหรือที่เรียกว่า Freelance 

ซอฟต์แวร์เฮ้าส์ (Software House) คืออะไร

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์คืออะไร

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Software Development Life Cycle (SDLC) เป็นชุดกฎเกณฑ์  แนวทางปฏิบัติ และขั้นตอนที่ครอบคลุม ซึ่งช่วยให้คุณเปลี่ยนแนวคิดสำหรับผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้งานจริงได้ 

เหตุใดกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์จึงมีความสำคัญ

กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น จึงได้มีการสร้างกฎและแนวทางปฏิบัติ เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาที่เป็นไปในด้านเดียวกันด้วยเหตุผลดังนี้

1.ช่วยให้มีการสื่อสารที่ชัดเจน 

การพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Development) มีขั้นตอนที่ค่อนข้างซับซ้อน เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย เช่น วิศวกรซอฟต์แวร์ (Software Engineer) หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ (Software Developer) , ผู้จัดการโครงการ (Project Manager) , ลูกค้า (Customers)  และฝ่ายอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้จึงอาจเกิดความวุ่นวายและล่าช้า เพราะไม่มีแนวทางการสื่อสารที่ชัดเจน กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความสมบูรณ์แบบ จึงช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและสับสนนี้ได้ ด้วยการสรุปช่องทางการสื่อสารระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไว้อย่างชัดเจน

2.ปรับ Work Flow ให้เหมาะสม 

ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ 1 โครงการที่จะจ้างนักพัฒนาซอฟต์แวร์หลายคน โดยแต่ละคนจะทำงานเฉพาะด้าน ดังนั้นยิ่งโปรเจ็กต์งานใหญ่มากเท่าไหร่ การติดตามงานของนักพัฒนาแต่ละรายก็จะยิ่งมีน้อยลงมากเท่านั้น  กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์จึงช่วยป้องกันเรื่องนี้ โดยการกำหนดความรับผิดชอบของผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละรายในกระบวนการพัฒนาอย่างชัดเจน

ข้อดีของการทำ Custom Software ในแบบของเรา

3.ช่วยคุณประหยัดเงิน 

ถ้าการสื่อสารไม่ดีและการจัดการทรัพยากรไม่ถูกต้อง โครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ของคุณก็อาจต้องใช้เวลานานขึ้นและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อใช้กระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ คุณจะสามารถปรับปรุงเวิร์กโฟลว์ในโครงการของคุณและประหยัดเงินได้มากขึ้นเป็นเท่าตัว 

7 ขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์

แม้ว่าแนวทางการพัฒนาซอฟต์แวร์ของแต่ละบริษัทจะแตกต่างกันออกไป แต่ขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์ก็ถือว่าเป็นสากล มีความคล้ายคลึงกันเกือบทั้งหมด ซึ่งขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์มีดังนี้

1.การวางแผนและการวิจัย (Plan and Research)

ไม่ว่าคุณจะเริ่มโครงการใหม่หรือพัฒนาโครงการเก่า สิ่งที่คุณต้องทำคือการวางแผนและการวิจัย เพื่อทำให้ได้รู้แน่ชัดว่าโครงการที่คุณจะทำนั้นคืออะไรและทำไมถึงจะต้องดำเนินการ ที่สำคัญคือคุณต้องการบรรลุเป้าหมายอะไรบ้าง ขั้นตอนแรกคือกระบวนการพัฒนาที่จะต้องมีการวางแผนและวิจัยที่จะต้องมีรายละเอียดดังนี้

  • ขอบเขตของโครงการ (Scope)
  • เวลาในการพัฒนาโครงการ (Timeline)
  • ทรัพยากรที่จำเป็น (Resource)
  • ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ (Budget)

2.การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ (Analyze)

เรื่องต่อมาคือการวิเคราะห์ด้านความเป็นไปได้และการตรวจสอบเรื่องข้อกำหนดของซอฟต์แวร์ โดยคุณจะต้องสำรวจข้อมูลเฉพาะด้านเทคนิคของโครงการให้ละเอียด เพื่อทำความเข้าใจต่อวัตถุประสงค์ของโครงการและเข้าถึงเป้าหมายได้มากขึ้น เมื่อการสำรวจเป็นไปอย่างละเอียด จะช่วยทำให้การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของการพัฒนาซอฟต์แวร์  มีความแม่นยำและมีความรวดเร็วมากขึ้น เพราะคุณจะได้รู้ว่ามีเครื่องมือ, มีการใช้เทคโนโลยี และมีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสมต่อตัวโครงการหรือไม่

3.การออกแบบและสร้างต้นแบบ (Design and Prototype)

การออกแบบและการสร้างต้นแบบของซอฟต์แวร์ถือว่าเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ เพราะจะเปรียบเสมือนการร่างโครงสร้าง ของตัวบทความหรือการสร้างเรื่องราวที่จะทำให้คนได้รู้ว่าสิ่งที่คุณต้องการพัฒนานั้น จะออกมาในรูปแบบใด? ซึ่งในระหว่างขั้นตอนการออกแบบ คุณจำเป็นต้องพัฒนาสถาปัตยกรรมด้านภาพและเทคนิคของซอฟต์แวร์ เพื่อให้สามารถใช้งานทั้งใน Mockups หรือ Prototype ได้ แล้วสร้างโครงร่างของ UX เพื่อทำให้ฟังก์ชันการใช้งานของซอฟต์แวร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การพัฒนา (Development)

ขั้นตอนของการพัฒนาซอฟต์แวร์จะทำให้งานโปรแกรมเป็นความจริงได้ ทำให้แนวคิดของซอฟต์แวร์เกิดขึ้นจริง เมื่อคุณต้องการเข้าสู่ขั้นตอนพัฒนา คุณจำเป็นที่จะต้องใช้ซอฟต์แวร์ในหลากหลายด้าน ดังนี้ 

  • Pre-alpha เป็นเวอร์ชั่นซอฟต์แวร์ที่เป็นต้นแบบหรือแบบร่าง 
  • เวอร์ชั่น Alpha Software ฉบับร่างแบบคร่าว ๆ ที่จะมีคุณลักษณะระบุไว้ให้คุณได้เห็นอย่างเด่นชัด เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยลดข้อผิดพลาดได้ดี 
  • เวอร์ชั่น Beta จะเป็นการทำให้ซอฟต์แวร์มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นจะเปิดตัวเพื่อใช้งานได้ จะเป็นเพียงแค่การทดสอบ เพื่อทำให้เห็นถึงจุดด้อยหรือจุดบกพร่องต่าง ๆ มากขึ้น 
  • ขั้นตอน Release candidate จะเป็นเวอร์ชั่นของ Beta ที่มีความสมบูรณ์แบบแล้วนำออกมาเผยแพร่ให้กับลูกค้าได้ลองใช้งาน ถือว่าเป็นรุ่นที่มีศักยภาพเพียงพอ จะนำออกมาให้ผู้ใช้งานจริงได้ทดสอบก่อน

5.การประกันคุณภาพ (Warrantee) 

หลังจากที่ Software Version สมบูรณ์แบบของคุณได้ออกวางจำหน่ายแล้ว จะไปสู่ขั้นตอนของการรับประกันคุณภาพ  ซึ่งภายในขั้นตอนนี้ควรจะต้องมีทีม QA หรือทีมประกันคุณภาพ เพื่อทำการทดสอบต่าง ๆ และทำการจำลองการใช้งานซอฟต์แวร์จริง เพื่อทำให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์แบบนี้จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด ๆ และช่วยทำให้ลูกค้าสามารถบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้จริง หรือถ้าลูกค้ามีปัญหาใด ๆ ทีมประกันคุณภาพจะต้องแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว

6.การปรับใช้ซอฟต์แวร์ (Customize)

การปรับใช้ซอฟต์แวร์จะเกิดขึ้น เมื่อมีการปล่อยรุ่นที่มีความเสถียรออกสู่ลูกค้า ไม่ว่าตัวซอฟต์แวร์จะมีความซับซ้อนหรือมีคุณสมบัติพิเศษใด ๆ จะต้องสามารถปรับใช้กับลูกค้าได้ภายในขั้นตอนเดียว แล้วจะต้องใช้ได้แบบอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความผิดพลาด ลดเรื่องค่าใช้จ่ายและเวลาได้มากขึ้น

7.การบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ (Maintenance)

การทำงานของซอฟต์แวร์ไม่เสร็จสิ้นง่าย ๆ ดังนั้นจึงต้องมีขั้นตอนของการบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ โดยจะเป็นการรวบรวมและการวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ใช้งาน ที่จะถูกนำมาเป็นส่วนสำคัญของการปรับปรุงข้อบกพร่องและทำให้ทีมประกันคุณภาพสามารถเรียนรู้ได้ว่าจุดบกพร่องของซอฟต์แวร์ที่อาจจะ ตรวจสอบพลาดไปนั้นมีจุดใดบ้าง  ซึ่งส่วนนี้จะช่วยทำให้ซอฟต์แวร์มีความสมบูรณ์แบบมากขึ้นและพร้อมที่จะประสบความสำเร็จเหนือกว่าคู่แข่ง ทั้งยังช่วยทำให้ลูกค้าพึงพอใจในระยะยาวอีกด้วย

แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์

ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือกลยุทธ์ Outsourcing แบบใด แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและควรปฏิบัติตามในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์มีดังนี้

1.ไม่ซับซ้อน

อย่าทำให้ขั้นตอนการพัฒนาซอฟต์แวร์นั้นซับซ้อนจนเกินไป การทำให้ง่ายเข้าไว้เป็นหนึ่งในกฎพื้นฐานของการพัฒนาซอฟต์แวร์ เพราะกระบวนการที่ซับซ้อนจะใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง จึงควรหลีกเลี่ยงการทำให้ซับซ้อนมากขึ้น โดยทำให้กระบวนการพัฒนาของคุณไม่ซับซ้อนเกินไปด้วยโปรเจ็กต์ย่อยและแนวทางปฏิบัติที่ไม่ยุ่งยากจนเกินไป

2.ทดสอบทุกอย่าง 

ความผิดพลาดเล็กน้อยในกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ สามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรง ไม่เพียงแต่กับโครงการของคุณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจทั้งหมดของคุณด้วย นี่คือเหตุผลสำคัญที่ต้องทดสอบงานของคุณทุกขั้นตอน การใช้เวลาและทรัพยากรในการทดสอบซอฟต์แวร์เวอร์ชันล่าสุดที่คุณกำลังพัฒนานั้น สามารถช่วยคุณแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดปัญหาใหญ่ได้ดี

3.รู้ถึงทรัพยากรของคุณ 

ทรัพยากรของคุณจะต้องใช้อย่างไม่สิ้นสุด ดังนั้นจงใช้อย่างเหมาะสม อย่าให้เกินศักยภาพของคุณ การพัฒนาประมาณการตามความเป็นจริงของทรัพยากรที่คุณมีเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้โครงการพัฒนาของคุณลดแรงกดดันที่ไม่จำเป็นออกจากทีมและจะช่วยให้คุณส่งมอบงานที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้รวดเร็ว

4.กำหนดมาตรฐาน

กำหนดมาตรฐานที่สอดคล้องกันสำหรับทีมของคุณ  ตรวจสอบให้แน่ใจว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการทุกคนมีความเข้าใจเดียวกันเกี่ยวกับมาตรฐานที่คุณตั้งเป้าไว้กับกระบวนการพัฒนาของคุณหรือไม่? ซึ่งจะช่วยให้การทำงานร่วมกันในทีมของคุณดีขึ้นและจะช่วยรักษาความสามารถในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไว้ได้ดีอีกด้วย

เพียงทำตามขั้นตอนที่สำคัญและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการพัฒนาซอฟต์แวร์เหล่านี้ คุณก็จะสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์คุณภาพให้กับลูกค้าได้อย่างตรงเวลา ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่มีการแข่งขันสูงได้มากขึ้นแน่นอน!

แต่ที่ลืมไม่ได้เลยสำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์นั่นก็คือ ทีมพัฒนาที่มีศักยภาพ มีความเชี่ยวชาญ และเหมาะสมกับโครงการพัฒนาซอฟต์แวร์ของท่าน ซึ่งเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรก ถ้าพลาดแล้วขั้นตอนต่อ ๆ ไปก็ย่อมผิดพลาดด้วยเช่นกัน โอกาสที่จะทำให้โครงการบรรลุเป้าหมายก็จะยากขึ้นและอาจเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์

Twin Synergy คือบริษัทรับพัฒนาซอฟต์แวร์หรือที่เรียกกันว่าซอฟต์แวร์เฮ้าส์ (Software House) ที่มีประสบการณ์ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ พัฒนาเว็บไซต์ พัฒนา Mobile Application มากว่า 10 ปี มีผลงานจากการพัฒนาให้กับลูกค้าระดับองค์กรมาแล้วหลายโครงการ (คลิ๊กดู ผลงาน) และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพให้แก่ลูกค้าตลอดไป เพราะความสำเร็จของลูกค้ามันมีค่าสำหรับเราเสมอ ติดต่อเราได้ 24 ช.ม.  คลิ๊กเลย  Contact Twin Synergy

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here

5 × 5 =